บทนำ

12 ส.ค.

วรรณคดีไทย   

เรื่องลิลิตตะเลงพ่ายใช้คำประพันธ์หลากหลายประเภทได้แก่ โคลงสองสุภาพ โคลงสามสุภาพ โคลงสี่สภาพและร่ายสุภาพ โดยแต่งสลับสับเปลี่ยนกันไป รวมจำนวนทั้งสิ้น 439 บท ซึ่งวรรณคดีเรื่องนี้มีต้นแบบในการประพันธ์มาจากเรื่อง ลิลิตยวนพ่ายที่ประพันธ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ซึ่งแต่งโดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมารุชิตชิโนรส เพื่อสดุดีพระวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช คราวศึกสงครามยุทธหัตถีและใช้ในงานฉลองวัดพระเชตุพนฯในใมยรัชกาลที่ 3

แบบทดสอบก่อนเรียน

12 ส.ค.

1.ข้อใดคือจุดประสงค์ในการแต่งลิลิตตะเลงพ่าย

ก.บันทึกประวัติศาสตร์

ข.เป็นตำราเรียนวรรณคดี

ค.สดุดีวีรกรรมพระมหาอุปราชา

ง.สดุดีวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

2.ลิลิตตะเลงพ่ายใช้ร่ายชนิดใด

ก.ร่ายดั้น                               ข.ร่ายสุภาพ

ค.ร่ายยาว                               ง.ร่ายโบราณ

3.ลิลิตตะเลงพ่ายมีคุณค่าในด้านใดบ้าง

ก.ภาษา                                  ข.อารมณ์

ค.สติปัญญา                          ง.ถูกทุกข้อ

4.ลิลิตตะเลงพ่ายแสดงให้เห็นลักษณะของผู้นำที่ดีตามข้อใด

ก.ผู้นำต้องเสียสละ

ข.ผู้นำต้องกล้าหาญ

ค.ผู้นำต้องไม่มีกิเลส

ง.ผู้นำต้องไม่โกรธไม่เกลียด

5.คติธรรมที่เด่นที่สุดของลิลิตตะเลงพ่ายเห็นได้จากข้อใด

ก.ความกล้าหาญของพระมหาอุปราชาผู้ยอมเสียชีพเพื่อรักษาเกียรติยศ

ข.ความสามัคคีของบรรพชนไทยที่เสียสละเลือดเนื้อเพื่อรักษาแผ่นดินไทยไว้

ค.ความเมตตาของสมเด็จพระวันรัตต่อทหารที่รับราชการมานานด้วยความจงรักภักดี

ง.ความมีน้ำใจสมชาตินักรบของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ไม่ย่อท้อต่อข้าศึกที่เหนือกว่า

6.ข้อใด ไม่ใช่ คติจากลิลิตตะเลงพ่าย

ก.ความกตัญญู                  ข.ความกล้าหาญ

ค.การรู้จักให้อภัย              ง.ความเสมอภาคและสิทธิส่วนบุคคล

7.ข้อใดคือลักษณะเด่นชัดของพระมหาอุปราชา

ก.กตัญญู                            ข.รักศักดิ์ศรี

ค.ความกล้าหาญ                ง.เป็นผู้ที่รู้จักให้อภัย

8.ข้อใดแสดงให้เห็นว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้ปัญญาเหนืออารมณ์

ก.รับสั่งลงโทษแม่ทัพนายกองที่ตามไม่ทัน

ข.รับสั่งให้สร้างสถูปเจดีย์เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระมหาอุปราชา

ค.พระราชทานอภัยโทษให้แก่แม่ทัพนายกองตามคำทูลของสมเด็จพระวันรัต

ง.ถูกทุกข้อ

9.ข้อใดตีความผิด

ก.ค้ำบ่อยู่บ่หยุด – ต้องต่อสู้ไม่หยุด

ข.แต่งทัพซั้นไปหน่วง – จัดทัพติดตามถ่วงไว้

ค.ถ่วงศึกไว้จงหนา – หน่วงเหนี่ยวการต่อสู้ไว้ให้มั่น

ง.พอพลอยฉานสองซ้ำ – กลับทำให้แตก (ทัพ) อีกครั้ง

10.                   อุรารานร้าวแยก  ยลสยบ

เอนพระองค์ลงทบ  ท่าวดิ้น

เหนือคอคชซอนซบ  สังเวช

วายชิวาตม์สุดสิ้น  สู่ฟ้าเสวยสวรรค์

โคลงบทนี้ให้ความรู้สึกใด

ก.หดหู่                                   ข.ยินดีปรีดา

ค.ฮึกเหิม                               ง.กระวนกระวาย

1.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปิตา กรมหมื่นภูบาลบริรักษ์

12 ส.ค.

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากปิตถา กรมหมื่นภูบาลบริรักษ์ (5 เมษายน พ.ศ. 2357 - 22 ธันวาคม พ.ศ. 2415)

ประสูติเมื่อวันอังคาร เดือน 5 แรม 1 ค่ำ ปีจอ เบญจศก จุลศักราช 1176 ตรงกับวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2357 ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและเจ้าจอมมารดาอัมพา ทรงเป็นต้นราชสกุลกปิตถา

ในปี พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น กรมหมื่นภูบาลบริรักษ์ และโปรดเกล้าให้ทรงกำกับกรมพระอาลักษณ์

สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่ออาทิตย์ เดือนอ้าย แรม 7 ค่ำ ปีวอก จัตวาศก จุลศักราช 1234 ตรงกับวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2415 พระชันษา 59 ปี

พระโอรส-พระธิดา

อ้างอิงจาก:          http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%98%E0%B8%AD_%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C

2.สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

12 ส.ค.

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และทรงเป็นพระราชวงศ์พระองค์แรกที่ทรงได้รับสถาปนาให้ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ทรงสถิต ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรงสมณศักดิ์เมื่อปี พ.ศ. 2394 ถึงปี พ.ศ. 2396 รวม 2 พรรษา สิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุได้ 64 พรรษา

พระประวัติ

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาจุ้ย (ต่อมาได้เลื่อนยศเป็นท้าวทรงกันดาล) เมื่อปี พ.ศ. 2333 มีพระนามว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าวาสุกรี ทรงผนวชเป็นสามเณรเมื่อพระชนมายุได้ 12พรรษา เมื่อปี พ.ศ. 2345ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ แล้วเสด็จไปประทับ ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ทรงศึกษาหนังสือไทยและภาษาบาลีตลอดทั้งวิชาอื่น ๆ จากสมเด็จพระพนรัตน์ จนทรงมีพระปรีชาสามารถ ทั้งทางคดีโลก และคดีธรรม มีผลงานอันเป็นพระราชนิพนธ์เรื่องต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงให้รวมวัดในแขวงกรุงเทพมหานคร ขึ้นเป็นคณะหนึ่งเรียกว่า คณะกลาง แล้วได้สถาปนากรมหมื่นนุชิตชิโนรสให้ดำรงสมณศักดิ์เสมอเจ้าคณะรอง และทรงตั้งเป็นเจ้าคณะกลาง

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นนุชิตชิโนรส ขึ้นเป็น กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงสมณศักดิ์เป็นพระมหาสังฆปริณายก ทั่วพระราชอาณาเขต ให้จัดตั้ง พระราชพิธีมหาสมณุตมาภิเษก ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามมีทั้งพิธีสงฆ์ และพิธีพราหมณ์ คล้ายกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกของคณะสงฆ์ไทย

เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชก็ว่างตลอดรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อาจจะเนื่องจากไม่มีพระเถระรูปใดมีคุณสมบัติอยู่ในฐานะที่จะทรงสถาปนาตามหลักเกณฑ์ กล่าวคือ ตามพระราชประเพณีนิยมที่มีมาแต่โบราณ พระเถระที่จะทรงตั้งเป็น สมเด็จพระสังฆราช และสมเด็จพระราชาคณะ นั้น ก็เฉพาะผู้ทรงคุณสมบัติพิเศษ คือเป็นพระอุปัชฌาย์ เป็นอาจารย์เป็นที่ทรงนับถือเหมือนอย่างพระอุปัชฌาย์ หรือพระอาจารย์ หรือเป็นผู้ใหญ่ ผู้เฒ่า มีอายุแก่กว่าพระชนมพรรษา
แม้ว่าจะว่างสมเด็จพระสังฆราช แต่การปกครองคณะสงฆ์ก็สามารถดำเนินไปได้ด้วยดี เนื่องจากแต่โบราณมา พระมหากษัตริย์ทรงถือเป็นพระราชภาระในการปกครองดูแลคณะสงฆ์ โดยมีเจ้านาย หรือขุนนางผู้ใหญ่ในตำแหน่ง เจ้ากรมสังฆการี เป็นผู้กำกับดูแลแทนพระองค์ สมเด็จพระสังฆราชมิได้ทรงบัญชาการคณะสงฆ์โดยตรง ทรงดำรงฐานะปูชนียบุคคล การปกครองในลักษณะนี้ ได้มาเปลี่ยนแปลงไปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่า การเรียกพระนามพระบรมราชวงศ์ซึ่งดำรงสมณศักดิ์เป็นพระประมุขแห่งสังฆมณฑลแต่เดิมนั้นเรียกตามพระอิสริยยศแห่งพระบรมราชวงศ์ ไม่ได้เรียกตามสมณศักดิ์ของพระประมุขแห่งสังฆมณฑล คือ “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ” หรือที่เรียกอย่างย่อว่า “สมเด็จพระสังฆราช” พระองค์จึงเปลี่ยนคำนำพระนามของพระบรมวงศานุวงศ์ซึ่งดำรงสมณศักดิ์เป็นพระประมุขแห่งสังฆมณฑลว่า “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า” เพื่อให้ปรากฏพระนามในส่วนสมณศักดิ์ด้วย ดังนั้น จึงเปลี่ยนคำนำพระนามเป็น “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

พระอัจฉริยภาพ

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงมีพระอัจฉริยภาพหลายด้าน ในทางอักษรศาสตร์ ก็ได้นิพนธ์เรื่องฉันท์มาตราพฤติ และวรรณพฤติ ตำราโคลงกลบท คำกฤษฎี เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้นิพนธ์บทกวีอีกเป็นจำนวนมาก ที่ล้วนมีคุณค่าเป็นเพชรน้ำเอกทางวรรณกรรมของไทยตลอดมา  สำหรับวรรณกรรมศาสนา ได้ทรงพระนิพนธ์เรื่องพระปฐมสมโพธิกถา ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก หรือร่ายยาวมหาชาติ ซึ่งนับเป็นวรรณกรรมชิ้นเอกทางพระพุทธศาสนาในสมัยรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้ได้ทรงพระนิพนธ์เรื่องต่าง ๆ ไว้มากเช่น ลิลิตตะเลงพ่าย พระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส เทศนาพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ลิลิตกระบวนพยุหยาตราพระกฐินสถลมารค และชลมารค เป็นต้น

ในทางพระพุทธศิลป์ ได้ทรงคิดแบบพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรงเลือกพระอิริยาบทต่าง ๆ จากพุทธประวัติเป็นจำนวน 37 ปาง เริ่มตั้งแต่ปางบำเพ็ญทุกขกิริยา จนถึงปางห้ามมาร พระพุทธรูปปางต่าง ๆ เหล่านี้

ในปี พ.ศ. 2533 องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศยกย่องสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสเป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมระดับโลก ประจำปี พ.ศ. 2533 นับเป็นพระสงฆ์รูปแรกที่ได้รับการถวายเกียรตินี้

พระราชนิพนธ์

  • สรรพสิทธิคำฉันท์
  • สมุทรโฆษคำฉันท์ตอนปลาย
  • กฤษณาสอนน้องคำฉันท์
  • ฉันท์ดุษฏีสังเวยกล่อมช้างพัง
  • กาพย์ขับไม้กล่อมช้างพัง
  • ฉันท์มาตราพฤติ
  • ฉันท์วรรณพฤติ
  • ลิลิตตะเลงพ่าย
  • ลิลิตกระบวนพยุหยาตราพระกฐินสถลมารคและชลมารค
  • โคลงยอพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อปฏิสังขรวัดพระเชตุพน
  • ร่ายทำขวัญนาค
  • เทศน์มหาชาติ ๑๑ กันฑ์
  • ตำราพระพุทธรูปต่างๆ
  • ปฐมสมโพธิกถา
  • พระธรรมเทศนาพงศาวดากรุงศรีอยุธยา
  • ลิลิตจักรทีปนี (เป็นตำราโหราศาสตร์)
  • กลอนเพลงยาวเจ้าพระ
  • คำฤษฏี (หนังสือรวบรวมศัพท์)
  • โคลงเบ็ดเตล็ดต่างๆ เช่น โคลงฤษีดัดตน โคลงภาพต่างภาษา
  • ฉันท์สังเวยกลองวินิจฉัยเภรี
  • กุรุธรรมชาฏก ฯลฯ

ลักษณะการแต่ง (ลักษณะคำประพันธ์)

แต่งด้วยลิลิตสุภาพ ซึ่งประกอบด้วยร่ายสุภาพ โคลงสองสุภาพ โคลงสามสุภาพ และโคลงสี่สุภาพ แต่งสลับกันไป จำนวน ๔๓๙ บท โดยได้แบบอย่างการแต่งมาจากลิลิตยวนพ่าย ที่แต่งขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น ลิลิตเปรียบได้กับงานเขียนมหากาพย์ จัดเป็นวรรณคดีประเภทเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์

ลิลิตเปรียบได้กับงานเขียนมหากาฬ จัดเป็นวรรณคดีประเภทเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์

แบ่งออกเป็น 12 ตอนดังนี้

ตอนที่ 1 เริ่มบทกวี

ตอนที่ 2 เหตุการณ์ที่เมืองมอญ

ตอนที่ 3 พระมหาอุปราชายกทัพเข้าเมืองกาญจนบุรี

ตอนที่ 4 สมเด็จพระนเรศวรปรารภเรื่องตีเมืองเขมร

ตอนที่ 5 สมเด็จพระนเรศวรเตรียมการสู้ศึกมอญ

ตอนที่ 6 พระนเรศวรทรงตรวจเตรียมทัพ

ตอนที่ 7 พระมหาอุปราทรงปรึกษาการศึกแล้วยกทัพเข้าปะทะทัพหน้าของไทย

ตอนที่ 8 พระนเรศวรทรงปรึกษายุทธวิธีเอาชนะข้าศึก

ตอนที่ 9 ทัพหลวงเคลื่อนพล ช้างทรงพระนเรศวรและพระเอกาทศรถฝ่าเข้าไปในกองทัพข้าศึก

ตอนที่ 10 ยุทธหัตถี และชัยชนะของไทย

ตอนที่ 11 พระนเศวรทรงสร้างสถูปและปูนบำเหน็จทหาร

ตอนที่ 12 สมเด็จพระวันรัตขอพระราชทานอภัยโทษ

จุดมุ่งหมายการแต่งเรื่องลิลิตตะเลงพ่าย คือ 

เพื่อสดุดีวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในสงครามยุทธหัตถี

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พระองค์ดำ)

12 ส.ค.

 

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชหรือพระองค์ดำ พระมหาธรรมราชาเป็นพระบรมชนกนาถ มีพระนามว่า สมเด็จพระนเรศวร หรือสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๒ กษัตริย์องค์ที่ ๑๘ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เก่งกล้าสามารถ เป็นผู้ประกาศเอกราชหลังจากที่เสียไปให้กับพม่าถึง ๑๕ ปี รวมทั้งขยายราชอาณาจักรให้กว้างใหญ่ ทำสงครามกับพม่า จนพม่าหวาดกลัวไม่กล้ามารบกับไทยอีกเลยเป็นเวลาร้อยกว่าปี ทรงเสด็จสวรรคตในขณะที่เสด็จไปทำศึกกับกรุงอังวะ แต่เกิดประชวรเป็นระลอกที่พระพักตร์ แล้วกลายเป็นบาดทะพิษ ประชวรได้ ๓ วัน จึงเสด็จสวรรคต วันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๑๔๘ พระชนมายุได้ ๕๐ พรรษา ครองราชย์ได้ ๑๕

สมเด็จพระเอกาทศรถ(พระองค์ขาว)

12 ส.ค.

สมเด็จพระเอกาทศรถหรือพระองค์ขาว อนุชาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ทรงดำรงตำแหน่งอุปราช ครองเมืองพิษณุโลก แต่มีเกียรติยศเสมอพระเจ้าแผ่นดิน ตลอดรัชกาลสมเด็จพระนเรศวร ทรงออกศึกทำสงครามร่วมกับสมเด็จพระนเรศวรตลอด และทรงครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระนเรศวร พระนามว่าสมเด็จพระเอกาทศรถ หรือสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๓ มีพระราชโอรสที่ประสูติจากพระอัครมเหสี สององค์คือ เจ้าฟ้าสุทัศน์ และเจ้าฟ้าศรีเสาวภาค และมีพระราชโอรสที่ประสูติจากพระสนม อีกสามองค์คือ พระอินทรราชา พระศรีศิลป์ และพระองค์ทอง สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ.๒๑๕๓ พระชนม์พรรษาได้ ๕๐ พรรษาเศษ ครองราชย์ได้ห้าปี

พระมหาธรรมราชา

12 ส.ค.

สมเด็จพระมหาธรรมราชาหรืออีกพระนามหนึ่งว่า สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๑ เสด็จพระราชสมภพ เมื่อปี พ.ศ.๒๐๕๘ พระราชบิดาเป็นเชื้อสายราชวงศ์พระร่วง แห่งกรุงสุโขทัย พระราชมารดาเป็นพระญาติฝ่ายพระราชชนนี สมเด็จพระไชยราชาธิราช แห่งราชวงศ์สุวรรณภูมิ พระองค์ทรงรับราชการเป็นที่ขุนพิเรนทรเทพ เจ้ากรมตำรวจรักษาพระองค์ หลังจากที่เหตุการณ์วุ่นวายในราชสำนักยุติลง และพระเฑียรราชาได้ขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ เมื่อปี พ.ศ.๒๐๙๑ แล้วขุนพิเรนทรเทพ ได้รับสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระมหาธรรมราชา แล้วได้รับโปรดเกล้าให้ไปครองเมืองพิษณุโลก สำเร็จราชการหัวเมืองฝ่ายเหนือ มีศักดิ์เทียบเท่าพระมหาอุปราช ได้รับพระราชทานพระวิสุทธิกษัตรี พระราชธิดาในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์เป็นพระอัครมเหสี ต่อมามีพระราชโอรสและพระราชธิดาสามพระองค์คือ พระสุพรรณเทวี สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.