ตอนที่ 3 พระมหาอุปราชายกทัพเข้าเมืองกาจนบุรี

12 ส.ค.

พระมหาอุปราชาได้รำพึงรำพันถึงเหล่านางสนมว่าได้ออกเดินทางมารบเพียงคนเดียวทำให้รู้สึกเปล่าเปลี่ยวใจ เมื่อเห็นไม้ที่สวยงาม ก็นึกไปถึงนางอันเป็นที่รัก เมื่อมาถึงที่กาญจนบุรึ กองระวังด่านได้สอดแนมและสังเกตจากฉัตรจึงทราบได้ว่าเป็นมอญที่มีพระมหาอุปราชาเป็นผู้นำทัพมาจึงไปแจ้งแก่เจ้าเมือง แต่ชาวกาญจนบุรีไม่สามารถที่จะต้านกองทัพพม่าได้ จึงได้เข้าไปหลบในป่าเพื่อดูว่าพม่ามีกลยุทธ์ใดบ้างและได้ส่งข่าวให้กรุงศรีอยุธยาได้ทราบ ส่วนพระมหาอุปราชาได้ให้พระยาจิดตองเป็นผู้นำในการทำสะพานเชือกข้ามแม่น้ำกระเพินมาที่กาญจนบุรีซึ่งได้กลายเป็นเมืองร้าง ได้ทรงพักค่ายที่ในเมือง เมื่อได้เคลื่อนกองทัพมาจนถึงตำบลพนมทวนก็เกิดลมเวรัมภาพัดมาทำให้เศวตฉัตรของพระมหาอุปราชาหัก พระองค์ได้ทรงเรียกโหรมาทำนาย เหล่าโหรรู้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นลางร้าย แต่กลัวพระอาญาจึงทูลว่าพระองค์จะปราบทัพไทยได้และอย่าทรงกังวล แต่พระองค์ทรงไม่เชื่อในคำทำนายที่โหรได้ทำนายให้ และได้ทรงหวั่นไปแล้วว่าจะแพ้แก่อยุธยา รวมถึงได้นึกถึงพระบิดาที่จะขาดคนให้คำปรึกษาหลังจากที่ได้เสีบพระโอรสไป และคิดว่าไม่อาจจะกลับไปตอบแทนพระคุณได้

ตอนที่ 4 สมเด็จพระนเรศวรทรงปรารภเรื่องตีเมืองเขมร

12 ส.ค.

ในเวลาเดียวกัน สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงถามทุกข์สุขของราษฎรและได้ตัดสินคดีความต่างๆด้วยความยุติธรรม หลังจากนั้นก็ได้ปรึกษาเหล่าขุนนางเพื่อเตรียมยกทัพไปตีเขมร โดยจะนำกำลังพลจากทางใต้มาช่วย และพระองค์ได้ทรงบัญชาให้ พระยาจักรี เป็นคนดูแลพระนครหากว่ากองทัพมอญได้ยกทัพมาในระหว่างการรบกับเขมร แล้วทูตจากกาญจนบุรีก็ได้เข้ามาที่ท้องพระโรง

ตอนที่ 5 สมเด็จพระนเรศวรทรงเตรียมการสู้ศึกมอญ

12 ส.ค.

สมเด็จพระนเรศวรกำลังจะยกทัพไปตีเขมร แต่บังเอิญว่าฝ่ายมอญยกทัพเข้ามา ทำให้พระองค์ต้องนำกองทัพไปรบกับมอญก่อน โดยพระองค์ทรงประกาศเกณฑ์พลทหารจากเมืองกาญจนบุรีจำนวน 500 คนสำหรับไปสอดแนมบริเวณลำน้ำกระเพิน และให้ทำลายสะพานข้ามแม่น้ำ หลังจากนั้นพระองค์ได้รับรายงานศึกจากทูตเมืองต่างๆเป็นการเน้นย้ำว่าครั้งนี้พม่าได้ยกทัพมาจริง พระนเรศวรจึงได้นำความมาปรึกษากับอกมาตย์ได้ข้สรุปว่าควรจะทำศึกนอกเมืองซึ่งข้อสรุปนี้ก็ตรงกับพระประสงค์ของพระองค์อยู่แล้ว พระองค์จึงมีพระบรมราชโองการให้มีการเกณฑ์ทหารจากหัวเมืองต่างๆ โดยมองหมายให้พระยาศรีไสยณรงค์เป็นกองทัพหน้า และให้มีปลัดทัพคือพระราชฤทธานนท์พร้อมด้วยพลทหารจำนวน 5 หมื่นคนให้ออกไปรบก่อน ซึ่งหากไม่สามารถที่จะสู้ได้ พระองค์จะเสด็จมาช่วย ต่อจากนั้นแม่ทัพทั้งสองได้ทูลลา และยกทัพไปที่ตำบลหนองสาหร่าย จังหวัดกาญจนบุรี โดยตั้งค่ายตามชัยภูมิสีหนาม เพื่อเตรียมพร้อมในการออกรบรวมถึงเป็นการลวงให้ข้าศึกทำการต่อสู้ได้ลำบากมากยิ่งขึ้น

ตอนที่ 6 พระนเรศวรทรงตรวจเตรียมทัพ

12 ส.ค.

สมเด็จพระนเรศวรได้ให้โหรทำการหาฤกษ์ที่เหมาะในการยกทัพหลวง โดยหลวงญาณโยคและหลวงโลกทีปเป็นผู้คำนวนหาฤกษ์ได้คือ วันอาทิตย์ ขึ้น 11 ค่ำ เดือนยี่ ในเวลา 8.30 นาฬิกา ส่วนพระสุบินที่ทรงฝันว่าพระองค์ทรงเห็นน้ำท่วมป่าในทิศตะวันตก และในขณะที่ทรงลุยน้ำได้เกิดการปะทะและต่อสู้กับจระเข้ตัวใหญ่ สุดท้ายพระองค์ได้ใช้พระแสงดาบฟันจระเข้จนตาย แล้วสายน้ำก็แห้งไป สามารถทำนายโดยพระโหราธิบดีได้ว่า พระสุบินครั้งนี้เกิดจากเทวดาสังหรณ์ โดยอธิบายต่อว่า กระแสน้ำในทิศตะวันตกก็เปรียบได้กับกองทัพพม่า จระเข้คือพระมหาอุปราชา และสงครามครั้งนี้เป็นสงครามใหญ่ที่จะเกิดการรบบนหลังช้าง ส่วนที่พระองค์ชนะจระเข้ทำนายได้ว่าพระองค์จะชนะศัตรูได้ด้วยพระแสงของ้าว การที่พระองค์ทรงลุยไปในกระแสน้ำทำนายได้ว่าพระองค์จะบุกเข้าไปในกลุ่มข้าศึกจนข้าศึกเหล่านั้นแตกพ่ายไป หลังจากนั้นพระองค์และสมเด็จพระเอกาทศรถได้เสด็จไปที่บริเวณเกยทรงช้างเพื่อรอฤกษ์ และขณะนั้นเองที่พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระบรมสารีริกธาตุขนาดเท่ากับผลส้มเกลี้ยงๆที่ลอยมาจากท้องฟ้าทิศใต้และเวียนทักษิณาวรรค 3 รอบ รอบบริเวณกองทัพแล้วจึงวนไปทิศเหนือ สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถได้ทรงอธิษฐานให้พระบรมสารีริกธาตุบันดาลให้พระองค์มีชัยชนะเหนือเหล่าข้าศึก แล้วจึงเคลื่อนทัพออกไป โดยช้างทรงพระนเรศวรคือเจ้าพระยาไชยานุภาพ และช้างทรงสมเด็จพระเอกาทศรถคือ เจ้าพระยาปราบไตรจักร

ตอนที่ 7 พระมหาอุปราชาทรงปรึกษาการศึกแล้วยกทัพเข้าปะทะหน้าของไทย

12 ส.ค.

พระมหาอุปราชาได้ให้ฝ่ายกองตระเวนของมอญซึ่งได้แก่ สมิงอะคร้าน สมิงเป่อ สมิงซายม่วนและกองกำลังม้า 500 คนมาสืบดูการเคลื่อนไหวของฝ่ายไทย ซึ่งพบว่ามาตั้งค่ายอยู่บริเวณหนองสาหร่าย จึงไปทูลให้พระมหาอุปราชาทราบ และเมื่อพระมหาอุปราชาให้ประมาณกองกำลังไทยจึงทูลตอบไปว่ามี 1 แสนถึง 1 แสนแปดหมื่นคน ซึ่งทรงเห็นว่าพระองค์มีกองกำลังจำนวนที่มากกว่าและควรที่จะโจมตีให้ได้ในตอนแรกเลย แล้วค่อยไปล้อมกรุงศรีอยุธยาเพื่อชิงราชสมบัติในภายหลัง จึงได้มีบัญชาไปถึงเหล่าทหารให้จัดเตรียมกองทัพในเวลา 3 นาฬิกา เมื่อ 5 นาฬิกาก็ได้เคลื่อนทัพออกไป โดยพระมหาอุปราชาประทัพช้างชื่อพลายพัทธกอซึ่งกำลังตกมันอยู๋ เพื่อให้พร้อมสำหรับการโจมตีในตอนเช้า ส่วนฝ่ายไทย พระยาศรีไสยณรงค์และพระราชฤทธานนท์ได้รับพระบรมราชโองการให้โจมตีข้าศึก โดยจัดรูปแบบทัพแบบตรีเสนา ซึ่งเป็นการจัดทัพที่แบ่งทัพใหญ่ออกเป็น 3 ทัพย่อยๆ และแต่ละทัพนั้นยังแบ่งย่อยออกเป็น 3 กองด้วยกัน ได้แก่

1.กองหน้า

เจ้าเมืองธนบุรี = นายกองหน้าปีกซ้าย

เจ้าเมืองนนทบุรี = นายกองหน้าปีกขวา

พระยาสุพรรณบุรี = นายกองหน้า

2.กองหลวง

เจ้าเมืองสรรคบุรี = นายกองปีกซ้าย

เจ้าเมืองสิงห์บุรี = นายกองปีกขวา

พระยาศรีไสยณรงค์ = แม่ทัพ ขี่ช้างพลายสุรงคเดชะ

3.กองหลัง

เจ้าเมืองชัยนาท = นายกองหลังปีกซ้าย

พระยาวิเศษชัยชาญ = นายกองหลังปีกขวา

พระราชฤทธานนท์ = ปลัดทัพคุมกองหลัง

ในเวลาประมาณ 7 นาฬิกากองทัพไทยที่เคลื่อนทัพจากหนองสาหร่ายก็มาถึงโคกเผาข้าว และได้ปะทะกับกองทัพมอญที่นี่ ซึ่งได้เกิดการต่อสู้เป็นคู่ด้วยอาวุธชนิดเดียวกัน เกิดการเสียชีวิตจำนวนมาก สุดท้ายกองทัพมอญที่มีจำนวนมากกว่าได้เคลื่อนที่มาล้อมกองทัพไทย ทำให้ต้องถอยทัพออกมาก่อน ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถก็ได้เตรียมกองกำลังไว้พร้อมแล้ว

ตอนที่ 8 ทัพหน้าไทยถอยไม่เป็นกระบวน

12 ส.ค.

ในขณะที่พราหมณ์ได้ทำพิธีเบิกประตูป่าและพิธีละว้าเซ่นไก่ หลวงมหาวิชัยได้นำพระแสงดาบอาญาสิทธิ์มาทำพิธีตัดไม้ข่มนาม สมเด็จพระนเรศวรทรงได้ยินเสียงปืน จึงมีบัญชาให้หมื่นทิพเสนาไปสืบข่าว หมื่นทิพเสนาได้กลับมาพร้อมกับขุนหมื่นมาเข้าเฝ้าสมเด็จพระนเรศวร และกราบทูลว่าทัพไทยได้สู้รบกับทัพมอญบริเวณตำบลโคกเผาข้าวตอน 7 นาฬิกาและได้ถอยร่นกองกำลังเข้ามาเนื่องจากข้าศึกมีจำนวนมากกว่า สมเด็จพระนเรศวรได้ปรึกษากับแม่ทัพ โดยแม่ทัพทูลให้พระองค์ส่งกองทัพออกไปต้านทัพพม่า แต่พระองค์ทรงเห็นว่าจะเป็นการทำให้ทัพไทยต้องแตกพ่ายอีกครั้ง จึงได้ข้อสรุปว่าให้กองทัพที่แตกพ่ายนั้นถอยทัพเข้ามาเพื่อลวงให้ข้าศึกยกทัพตามเข้ามา จากนั้นนำกองทัพใหญ่ออกโจมตีแทน ซึ่งวิธีการนี้น่าจะได้รับชัยชนะได้อย่างไม่ยากนัก พระองค์จึงมีคำสั่งให้หมื่นทิพเสนาและหมื่นราชามาตย์ไปบอกให้ทัพหน้ารับถอยทัพ ส่วนพม่าที่ไม่รู้ในอุบายครั้งนี้ก็ได้รุกไล่เข้ามาตามที่ได้ทรงวางแผนไว้

ตอนที่9 ทัพหลวงเคลื่อนพล

12 ส.ค.

ขณะที่กองทัพฝ่ายไทยกำลังรอฤกษ์ในการเคลื่อนทัพ ก็ได้ปรากฎเมฆลอยอยู่ในทิศตะวันตกเฉี่ยงเหนือ แต่หลังจากนั้นท้องฟ้าก็กลับเป็นปกติ มีแสงอาทิตย์ส่องลงมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นนิมิตที่บ่งบอกถึงความโชคดี หลังจากนั้นสมเด็จพระเอกาทศรถและสมเด็จพระนเรศวรได้เคลื่อนย้ายกองทัพรูปเกล็ดนาคตามที่ได้มีการกล่าวไว้ในตำราพิชัยสงคราม และได้เกิดการปะทะกับทัพของฝ่ายพม่า บังเอิญว่าพระเจ้าไชยานุภาพและเจ้าพระยาปราบไตรจักรได้ยินเสียงฆ้อง เสีลงกลอง เสียงปืน จึงได้วิ่งจนเจ้าไปใกล้กับกองหน้าของทัพข้าศึกทำให้มีเพียงกลางช้างและควาญช้างจำนวน 4 คนที่ตามเสด็จได้ทัน โดยช้างทรงได้แทงช้างข้าศึกทำให้ทหารพม่าเสียชีวิตไปมากมาย ทหารพม่าได้พยายามยิงปืนแต่ไม่สามารถทำอันตรายช้างทรงได้ ซึ่งในการต่อสู้ครั้งนั้นได้มีฝุ่นจำนวนมากทำให้วิสัยทัศน์ไม่ดี มองเห็นไม่สะดวก พระนเรศวรได้ตรัสแก่เหล่าเทวดาว่า ที่ท่านเหล่านั้นได้ทำให้พระองค์มาประสูติเนื่องจากได้หวังให้พระองค์มาเป็นกษัตริย์และบำรุงพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง แล้วเพราะอะไรท่านเหล่านั้นจึงไม่ทำให้ท้องฟ้าสว่างเพื่อให้เห็นข้าศึกได้ชัด หลังจากนั้นท้องฟ้าก็เป็นปกติและพระองค์ทั้งสองทรงเห็นพระมหาอุปราชาถูกล้อมรอบด้วยทหาร ใต้ต้นข่อย จึงได้บังคับช้างเข้าไป ข้าศึกบางส่วนยิงปืนไฟเข้ามาแต่ก็ไม่ได้โดนพระวรกายแต่อย่างใด

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.